fbpx ย้อนวันเก่า เล่าผ่านเลนส์ตา กับหมอแนวคิดสุดอาร์ต ‘หมอรวงข้าว’

ย้อนวันเก่า เล่าผ่านเลนส์ตา กับหมอรวงข้าว ใน L'Officiel

ย้อนวันเก่า เล่าผ่านเลนส์ตา

กับหมอทำตาที่มีแนวคิดสุดอาร์ต ‘หมอรวงข้าว’ ครั้งแรกใน L'Officiel

หมอรวงข้าว L'Officiel (4).jpg

อะไรจุดประกายให้มาเป็น ‘คุณหมอ’

            ตอนเด็กเรามักจะมีความใฝ่ฝัน ตัวหมอเองก็เคยฝันอยากเป็นสถาปนิก แล้วก็ดีไซเนอร์ หมอชอบพวกงานฝีมือ งานประดิดประดอย งานเย็บปักถักร้อย จัดดอกไม้ ทุกอย่างที่ต้องใช้ความละเอียด แต่ว่าที่บ้านเป็นสายวิชาการ คุณพ่อเป็นเภสัช คุณแม่เป็นพยาบาล พี่สาวเป็นคุณหมอ และคนในตระกูลก็เป็นคุณหมอกันเยอะ เลยเกิดความรู้สึกอยากเป็นหมอเหมือนกัน และบังเอิญก็ชอบเรียนวิชาชีววิทยาด้วย ก็เลยสอบเข้าแพทย์ ตอนนั้นเราเลิฟด้านตามากจริงๆ เพราะเห็นอาจารย์ผ่าตัดตา โดยใช้กล้องไมโครสโคป ทำให้เห็นลูกตาขยายออกมาใหญ่ๆ เรารู้สึกว่ามันอะเมซซิ่งมาก น่าสนุก อยากลงมือผ่าตัดบ้าง ก็เลยพยายามสมัครเรียนจักษุแพทย์ให้ได้ ซึ่งแผนกจักษุเปิดรับแค่ 2 คน แต่ตอนนั้นหมอก็สามารถเข้าไปเป็นแพทย์ใช้ทุนในแผนกจักษุวิทยาได้ โดยไม่ต้องออกไปใช้ทุนข้างนอก

ช็อตที่เห็นอาจารย์ผ่าตัดตา อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าต้องเรียนให้ได้

            อาจารย์นั่งผ่าแล้วก็มองกล้อง สิ่งที่เห็นไม่ใช่ตาคนไข้โดยตรง แต่เป็นจอที่ฉายออกมาให้เห็นเป็นลูกตาที่ขยายขนาด แล้วก็ใช้เครื่องอัลตราซาวด์สลายต้อ อันนี้แหละ ทำให้อยากลงมือทำทันที

พอเรียนจบแล้ว เปิดคลินิกทันทีเลยหรือเปล่า

            หมอเรียนจักษุแพทย์ 5 ปี งานหลักตอนนั้นคือรักษาดวงตา เปลี่ยนเลนส์ตา รักษาต้อเป็นหลัก แต่ว่าการผ่าตัดเปลือกตาจะเป็นหมวดย่อย ส่วนใหญ่คนไข้จะเป็นคนสูงอายุที่หนังตาตก หรือมีกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง แต่ว่าช่วงปีท้ายๆ หมอเริ่มสนใจเกี่ยวกับเรื่องการทำตาสองชั้น เพื่อความสวยงามมากขึ้น เพราะเวลาเห็นคนไข้ที่อายุเยอะ หลังผ่าตัดแล้วดูสาวขึ้น ได้ทำให้คนสวยขึ้นแล้วรู้สึกแฮปปี้กับจุดนั้นมาก ก็เลยศึกษาค้นคว้าตำราที่อาจารย์ไม่ได้สอน เพราะอาจารย์ไม่ได้สอนเรื่องความสวยความงาม สอนแต่รักษาอย่างเดียว

            หมอเริ่มศึกษาค้นคว้าการทำตาสองชั้นในคนเอเชียก่อน ว่าต้องทำยังไง ใช้เทคนิคอะไรทำให้ตาสวย แล้วเผอิญตัวเราเป็นคนตาหมวยตั้งแต่เด็ก ไม่มีชั้นตาเลยค่ะ คุณแม่เลยพาไปทำตาตอนอายุ 18 ปี ก่อนเข้ามหาลัย ตอนนั้นญาติผู้ใหญ่เป็นคนทำให้ ซึ่งท่านทำตามา 45 ปีแล้ว ทำสวยมาก หลังทำชั้นตาของหมอเนียนจนไม่มีใครรู้ เพราะดูเป็นธรรมชาติมากๆ ท่านก็ถ่ายทอดวิชาให้เราด้วย ตอนนั้นอยู่ที่เชียงใหม่ พอเรียนจบจักษุแพทย์เรียบร้อยก็ไปทำงานเป็นคุณหมอตรวจตาเต็มตัวที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม ช่วงนั้นแนวเกาหลีกำลังดัง ก็เลยบินไปเรียนเพิ่มเกี่ยวกับการทำตาสองชั้นเทคนิคเกาหลีที่ประเทศต้นทางเลย พอเรียนเสร็จก็เอามาทำให้คนไข้ พร้อมกับพัฒนาเทคนิคต่ออย่างจริงจัง ตอนนั้นก็เริ่มโพสต์เคสคนไข้ในเฟสบุค ในเว็บไซต์ พอคนเห็นเขาก็ตามมาทำที่เชียงใหม่เยอะเลย

            ตอนหมอผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา หลายคนชมว่าฝีมือดีมาก เพราะการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ต้องทำเสร็จแล้วตาใส คนไข้เห็นชัดเจนในวันรุ่งขึ้นเลย เวลาเห็นผลลัพธ์ที่ดีหมอจะแฮปปี้มาก แล้วก็ผ่าตัดได้เร็ว สามารถเทรนให้น้องๆ ต่อได้ด้วย จนรุ่นน้องหลายคนพูดว่า “อยากผ่าตัดเก่งเหมือนพี่รวงข้าว” ซึ่งการผ่าตัดตา เป็นอะไรที่ต้องใช้ฝีมือที่ประณีตมากๆ แล้วก็การเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อน (Fine Movement) หมอชอบทั้งการผ่าตัดเพื่อรักษาและผ่าตัดเพื่อความสวยงามเลย แต่หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี หมอก็แต่งงานและย้ายมากรุงเทพ ทำด้านตาสองชั้นเป็นหลัก เพราะคนไข้รู้จักเราผ่านโซเชียล ตอนนั้นหมอก็นัดคนไข้มาผ่าตัดที่โรงพยาบาลที่ทำงานอยู่ โดยเช่าห้องผ่าตัดโรงพยาบาลเอา จนคนไข้เยอะมาก ก็เลยเปิดคลินิกเป็นของตัวเอง

 

หมอรวงข้าว L'Officiel (8).jpg

ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมันเริ่มมาจากสกิลที่ชอบ จนต่อยอดมาได้ขนาดนี้

            ทุกวันนี้เป็นความชอบ เป็นสกิลที่ถนัด และเป็นสิ่งที่เราผ่านมาด้วยตัวเองเลย จากคนตาชั้นเดียว แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นตาสองชั้น รู้สึกอะเมซซิ่งเนอะ ตาเปลี่ยนไปเลย ตอนเด็กๆ คือเราตาขวาง คุณแม่บอกว่ากลัวคนอื่นคิดว่าหาเรื่อง เลยต้องพาไปทำตาสองชั้น

ความสุขของเส้นทางนี้อยู่ที่ตรงไหน

             หมอผ่าตัดแล้วคนไข้แฮปปี้ ตัวเราที่เห็นผลงานที่พัฒนาขึ้น เทคนิคทุกอย่างพัฒนาขึ้น อะไรต่างๆ ดีขึ้นทุกวัน ก็เป็นความสุขของเรา

 

หมอรวงข้าว L'Officiel (10).jpg

ได้ยินว่าคุณหมอคิวยาวมาก บาลานซ์เวลางานกับเรื่องส่วนตัวอย่างไร

            หมอต้องจัดตารางของตัวเองกับตารางงานล่วงหน้าเป็นปีเลยค่ะ ด้วย Google Carlendar ที่ใช้มานานแล้ว อย่างใน 1 เดือน เราอยากมีเวลาให้ครอบครัววันไหนบ้าง ก็ตั้งไว้เลย ช่วงไหนที่เราจะไม่อยู่ จะไปต่างจังหวัด รายเดือนรายปี หยุดยาวช่วงไหน ก็ตั้งไว้แต่เนิ่นๆ แล้วแจ้งคิวให้พนักงานทราบว่าคุณหมอจะมีคิวเข้าคลินิกวันไหนบ้าง ในรายสัปดาห์ ก็ยังแพลนย่อยลงไปอีกว่าวันไหนทำงาน วันไหนไปทำกิจกรรมนอกบ้าน วันไหนออกกำลัง ก็จะมีตารางเป๊ะๆ เลยค่ะ มีเทรนเนอร์มาสอนพิลาทิส โยคะ สัปดาห์ละ 3 วัน นอกนั้นก็ต้องออกกำลังเอง ก็จะมีเวลาช่วงเช้า ทำอะไร มี Schedule ในแต่ละวันเลยค่ะ

ให้ความสำคัญกับพาร์ทไหนในชีวิตมากที่สุด

             ไม่ได้มีก่อนหลัง แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์มากกว่า แต่ไม่ว่าด้านไหน หมอก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด อย่างวันที่หมอมาคลินิก ก็เป็นวันที่เป็นหมอเต็มตัวเลย เป็นวันที่หมอทำงาน เวลาเข้าเคสก็ทุ่มเท โฟกัสจุดนั้นให้ดีที่สุด เวลาส่วนตัว ต้องดูแลน้อง สอนน้อง ก็ทุ่มเทให้เต็มที่

ช่วงเวลาไหนที่มีความสุขมากที่สุด

             ความสุขที่เกิดขึ้น อาจเป็นความสุขคนละแบบในแต่ละช่วงวัย แต่ ณ ปัจจุบันเป็นความสุขที่เราสามารถบาลานซ์ชีวิตได้ และความสุขที่สามารถทำอะไรในแบบที่เราชอบ เราสามารถทำงานที่เรารัก และสามารถบาลานซ์ชีวิตได้

 

หมอรวงข้าว L'Officiel (3).jpg

ถ้าไม่ได้เป็นหมอ คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้

             ทุกอย่างจะเริ่มต้นจากความชอบเป็นหลัก สมมติถ้าอยากเป็นดีไซเนอร์ หมอคิดว่าหมอจะต้องเป็นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียง หรือว่ามีแบรนด์ของตัวเอง ประมาณนั้น ตั้งแต่เด็ก คือถ้าคิดว่าอยากทำอะไร ต้องทำให้ได้

 

หมอรวงข้าว L'Officiel (2).jpg

คุณหมอชื่นชมอะไรในตัวเองมากที่สุด ตั้งแต่เล็กจนโตเลย

            น่าจะเป็นความพยายามค่ะ เวลาชอบอะไร หมอจะพยายามทำสิ่งนั้นให้ได้ ไม่ว่ายากลำบากแค่ไหน แล้วในสิ่งที่เราทำ มันจะประกอบด้วยความคิดสร้างสรรค์ของเรา หมอไม่ทำอะไรตามใคร จะทำจากสิ่งที่เราคิดเองเป็นหลัก

ถึงทำให้มีเทคนิคหมอรวงข้าวในทุกวันนี้ คุณหมอพอจะนิยามได้ไหมว่า "เทคนิคหมอรวงข้าว" คืออะไร

            ขอเล่าก่อนว่าเทคนิคการผ่าตัด ไม่ได้เป็นสูตรตายตัว คนเรียนวิธีมาจากเกาหลี ก็ไม่ได้เหมือนกันทุกคน เรียนวิธีมาจากญี่ปุ่น ก็ไม่ได้เหมือนกันทุกคน เป็นการนำสิ่งที่เราเรียนรู้มาต่อยอด อย่างหมอมีเทคนิคที่ถ่ายทอดมาจากญาติผู้ใหญ่ที่ทำตาให้เรา เทคนิคที่อาจารย์แพทย์สอนรักษาดวงตา เทคนิคที่ไปเรียนที่เกาหลี และเทคนิคที่เรียนรู้เอง รวมทั้งประสบการณ์ในการผ่าตัด ไม่ได้เอามาจากส่วนใดส่วนหนึ่งทั้ง 100%

            ณ ตอนนี้สำหรับหมอแล้ว 80% มาจากประสบการณ์ผ่าตัด ซึ่งในยุคนั้นมีเคสเยอะมากๆ เป็นยุคที่หมอเริ่มปลุกกระแสการทำตาสองชั้นโดยจักษุแพทย์ในเมืองไทย จนต่อมาหมอตาก็เริ่มผันตัวมาทำเกี่ยวกับด้านความงามรอบดวงตากันมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นยุคที่คนทั่วไปไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าจักษุแพทย์ไม่ได้ทำหน้าที่ตัดแว่นอย่างเดียว หมอเป็นคนปลุกกระแสให้ความรู้ว่าจักษุแพทย์ คือคนที่รักษาคนไข้ด้วยการผ่าตัด ไม่ใช่ตัดแว่น ทำให้หมอสั่งสมประสบการณ์มา จนเกิดเป็นเทคนิคของตัวเราเอง นำมาใช้เรื่อยๆ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

หมอรวงข้าว L'Officiel (1).jpg

เทคนิคหมอรวงข้าว จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ไหม

            พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเลยค่ะ ปัจจุบัน เราก็ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เหมือนกับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือเลยค่ะ เพราะมือถือรุ่นล่าสุด ก็ใช้เทคโนโลยีล่าสุด ที่ดีที่สุดในตอนนั้น แต่พอเวลาผ่านไปก็ตกรุ่น ทำให้ต้องคอยพัฒนาอยู่ตลอด

คุณหมอเคยเจอเคสยากไหม

            เคสยากจากเรื่องของปัญหาตา มีเยอะอยู่แล้วค่ะ แต่ก็อย่างที่บอกว่าเราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากเมื่อก่อนที่เคยรู้สึกว่ามันยากมากๆ ตอนนี้เราก็รู้สึกว่าตรงนี้แก้ได้ ไม่ได้ยากเกินไปแล้ว ส่วนการ Dealing กับความคาดหวังของคนไข้ จากเดิมที่เรารู้สึกว่ามันยาก แต่ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าต้องคุยกับคนไข้ยังไง

คนไข้ที่ผ่านมือคุณหมอ ณ ตอนนี้หลักเท่าไหร่แล้ว

             เกินหลักหมื่นแล้วค่ะ ตอนนี้ไม่ได้ทำโรงพยาบาลแล้ว ก็ไม่ได้ผ่าต้อกระจกแล้ว ผ่าเปลือกตาเป็นงานหลัก ยุคแรกทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เช้าจรดดึกเลยค่ะ ตอนนั้นยังสาวอยู่มีแรงเยอะ (หัวเราะ)

ทำตาที่ไหนดี พิจารณาจากอะไร

            ดูประสบการณ์ของแพทย์ในคลินิกค่ะ สมมติว่าไปเห็นรูปรีวิว 1 รูปแล้วคิดว่าสวย ให้คิดไว้ก่อนว่าอาจเป็นความบังเอิญก็ได้ เพราะเวลาเราฝึกทำอะไรใหม่ๆ อาจจะบังเอิญทำสิ่งนั้นดีเป็นครั้งแรก แต่ครั้งต่อไปอาจไม่ใช่ กว่าคนๆ หนึ่งจะพัฒนาฝีมือให้นิ่งได้ มันต้องใช้เวลาจริงๆ สกิลทุกอย่างต้องใช้เวลา เขาอาจจะเอาส่วนที่สวยที่สุดมาโชว์ ดังนั้นต้องดูประสบการณ์ของแพทย์ว่าทำตามาแล้วกี่ปี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือประสบการณ์

 

หมอรวงข้าว L'Officiel (9).jpg

คุณหมอมีความรักในอาชีพขนาดไหน

             รักมากเลยค่ะ หมอรวงข้าวมีคนเดียว ไม่มีใครเลียนแบบได้ แต่ว่าเทคนิคหมอรวงข้าว สามารถถ่ายทอดและควบคุมได้ ทีมงานของเลิฟลี่อายในปัจจุบัน ใช้เทคนิคที่หมอรวงข้าวถ่ายทอด สอนเอง และควบคุมมาตรฐานเอง ถือเป็นไฮไลท์เลยค่ะ ไม่ใช่แค่รับคนที่มีประสบการณ์ทำตามา แล้วผ่าตัดในสไตล์ของตัวเอง แต่ว่าต้องรับคนที่ Qualified ระดับหนึ่ง แล้วหมอจะให้ลืมทุกอย่างเลย และเริ่มต้นทำด้วยเทคนิคหมอรวงข้าวเท่านั้น

อยากให้น้องเรียนแพทย์เหมือนคุณหมอไหม

            ไม่คาดหวังค่ะ หมอคิดว่าปัจจุบันโลกเปิดกว้าง ทุกคนมีอิสระในความคิดมากขึ้น อาชีพไม่ได้มีน้อยเท่าตอนที่เรายังเด็กแล้วค่ะ หมอมองว่าทุกอย่างมาจากความชอบของคนๆ นั้น อนาคตเรายังไม่รู้เลยว่าโลกจะเป็นยังไง จึงไม่แปลกเลยที่ตอนเราเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่จะมองไม่ออกว่าตอนเราโตขึ้น มันจะมีอาชีพ Beauty Blogger, Youtuber, Vlogger,  Streamer หรือ Trader ด้วย ต่อไปในยุคที่น้องแฝดโต จะมีอาชีพอะไรเกิดใหม่อีกบ้าง หมอก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน

 

หมอรวงข้าว L'Officiel (5).jpg

กฎเหล็กในการดำเนินชีวิต

             หมอเป็นคนที่ต้องดูตัวเองก่อนไปวิจารณ์คนอื่น หมอจะไม่เป็นคนที่ไปว่าอะไรใคร วิจารณ์สังคม หรือวิจารณ์ใครทั้งสิ้น หมอคิดว่าคนๆ นั้นจะต้องมีเหตุผลของตัวเอง หรืออาจมีสถานการณ์ที่บีบบังคับให้เขาทำแบบนั้น หมอคิดว่าเราจะต้องกลับมามองตัวเองเป็นอันดับแรก เราจะไม่โทษคนอื่น หลักๆ เลย ถ้าน้องแฝดเริ่มรู้เรื่อง หมอก็จะสอนเขาว่าไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ใคร ไม่ต้องนินทาใคร ไม่ตัดสินว่าใครดีหรือใครไม่ดี ให้หันกลับมามองตัวเองก่อน

 

หมอรวงข้าว L'Officiel (6).jpg

คุณหมอชื่นชอบแฟชั่นมาก สำหรับการเป็นหมอแล้ว มีอะไรที่เป็นกรอบจำกัดในการแต่งตัวหรือเปล่า

            ตั้งแต่เด็กมา คุณพ่อคุณแม่จะไม่ให้เราแต่งตัวเปิดเผยมากนัก แต่ปัจจุบันสังคมเปิดกว้าง ทุกคนมีอิสระในความคิดมากขึ้น หมอคิดว่าเราไม่ต้องยึดติดแล้วว่าอาชีพไหน ต้องแต่งตัวแบบไหน หรือห้ามแต่งตัวแบบไหน หมอคิดว่ามันขึ้นอยู่กับกาลเทศะและสถานการณ์ เราคงไม่ใส่ชุดว่ายน้ำมาทำงานอยู่แล้ว แต่เราใส่ชุดว่ายน้ำไปเที่ยวทะเล ไปสระว่ายน้ำ หมอรู้สึกว่าแฟชั่นเป็น Motivation ในการที่ทำให้เราดูแลตัวเองด้วย อย่างสมมติเราเห็นคนใส่ชุดว่ายน้ำ ถ่ายรูปออกมาสวย เห็นกล้ามเนื้อสวยๆ บวกกับเราเป็นคนออกกำลังอยู่แล้ว ก็อยากออกกำลังกายให้รูปร่างดี มีกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแรง แต่พอมีแล้ว ไม่ให้ใส่ชุดว่ายน้ำ แล้วจะให้ใส่อะไร จะเห็นรูปร่างยังไงล่ะ จริงไหมคะ

 

หมอรวงข้าว L'Officiel (7).jpg

ถ้าวันหนึ่ง มีเวลาเพิ่มขึ้นมา 8 ชั่วโมง คุณหมออยากทำอะไรใน 8 ชั่วโมงนั้น

             ทำอาหารค่ะ แต่ไม่ถึงขั้นลงมือทำทุกอย่างนะ เพราะปกติหมอจะชอบคิดเมนู ครีเอทเมนูขึ้นมา ส่วนใหญ่ตอนนี้จะให้แม่บ้านช่วยทำ แล้วเราก็จะเป็นคนปรับปรุงให้หน้าตาดูสวยงาม ส่วนใหญ่จะเป็นพวกขนม เครื่องดื่ม ซึ่งที่บ้านมีอุปกรณ์ทำอาหารครบเลยค่ะ แค่ไม่ค่อยมีเวลาทำ