
|
Table of Contents |
- วิธีลดภาวะความดันลูกตาสูง เพื่อป้องกันภัยอันตรายจากโรคต้อหิน
- ภาวะความดันลูกตาสูง คืออะไร
- อาการความดันลูกตาสูง เป็นอย่างไร
- ความดันลูกตาสูง เกิดจากอะไร
- ใครเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันลูกตาสูง
- ความดันลูกตาสูง รักษาได้อย่างไร
- ปัจจัยเสี่ยงที่อาจตามมาเมื่อมีความดันลูกตาสูง
- ป้องกันภาวะความดันลูกตาสูงได้อย่างไร
- ความดันลูกตาสูงกับโรคต้อหิน
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะความดันลูกตาสูง (FAQ)
วิธีลดภาวะความดันลูกตาสูง เพื่อป้องกันภัยอันตรายจากโรคต้อหิน
ภาวะความดันลูกตาสูง ถือเป็นปัญหาดวงตาที่เป็นภัยเงียบซึ่งไม่ควรมองข้าม เพราะหากรู้ตัวช้า ไม่เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจก่อให้เกิดผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ โดยภาวะนี้อาจมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับคนในทุกเพศทุกวัย แล้วอาการความดันลูกตาสูงเป็นอย่างไร มีวิธีลดความดันลูกตาสูงอย่างไรบ้าง ไปดูกันได้เลยในบทความนี้!

ภาวะความดันลูกตาสูง คืออะไร
ความดันตา หมายถึง ความดันของของเหลวที่ไหลเวียนอยู่ภายในดวงตา ซึ่งค่าปกติของคนเราจะอยู่ระหว่าง 5-21 มิลลิเมตรปรอท หากมีความดันภายในลูกตาสูงกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท แสดงว่าเป็น Ocular hypertension หรือภาวะความดันลูกตาสูง
อาการความดันลูกตาสูง เป็นอย่างไร
แล้วอาการความดันตาสูงเป็นอย่างไรนั้นไม่สามารถบอกได้ชัดเจน โดยปกติแล้ว ภาวะความดันลูกตาสูงมักไม่ก่อให้เกิดอาการภายนอกที่ผิดปกติ แต่จะทราบได้ก็ต่อเมื่อเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์ โดยเมื่อวินิจฉัยแล้วเกิดภาวะความดันลูกตาสูง จะสามารถสังเกตอาการได้ ดังนี้
- มีค่าความดันตามากกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท ในการวัดอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป
- มีมุมตาเปิดกว้าง
- มีลานสายตาปกติ
- เมื่อตรวจขั้วประสาทตา พบรอยบุ๋ม เว้า อยู่ในเกณฑ์ปกติ
แต่ก็มีบางรายที่มีอาการบ่งบอกว่าอาจมีภาวะความดันลูกตาสูง ซึ่งพบได้น้อย เช่น มีอาการปวดตาเมื่อเคลื่อนไหวลูกตา หรือจับโดนดวงตา มีอาการตาแดง ตามัว น้ำตาไหล มีอาการเมื่อยตาเป็นครั้งคราว เป็นต้น

ความดันลูกตาสูง เกิดจากอะไร
โดยปกติโครงสร้างภายในลูกตา จะมีส่วนของช่องด้านหน้าลูกตา ภายในช่องจะมีน้ำเลี้ยงลูกตา มีลักษณะเป็นของเหลวใส ทำหน้าที่ในการนำเอาออกซิเจน และสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง น้ำเลี้ยงลูกตาจะไหลเวียนเข้าช่องด้านหน้าลูกตา และระบายออกนอกลูกตาผ่านช่องแคบๆ ที่อยู่ระหว่างม่านตา และกระจกตาดำ
ภาวะความดันลูกตาสูงเกิดจากการที่ของเหลวบริเวณช่องด้านหน้าดวงตามีอัตราการระบายออกที่น้อยลง จนเกิดการคั่งภายในลูกตา ความดันจึงค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น โดยภาวะนี้เกิดขึ้นมาได้จากหลายปัจจัย ดังนี้
- เกิดจากความไม่สมดุลกัน ระหว่างการสร้างของเหลว และการระบายน้ำของดวงตา จึงทำให้เกิดภาวะความดันลูกตาสูง
- การใช้ยาบางชนิดอาจส่งผลทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นได้ เช่น ยาสเตียรอยด์ ที่ใช้ในการรักษาโรคหอบหืด เป็นต้น
- เมื่อเกิดการบาดเจ็บที่ดวงตา อาจส่งผลทำให้การสร้างของเหลว และการระบายน้ำออกจากดวงตาขาดความสมดุล จนเกิดภาวะความดันลูกตาสูงขึ้นได้
- ผู้ที่มีโรคทางตา เช่น กลุ่มอาการของโรคม่านตาอักเสบ กลุ่มอาการการกระจายตัวของเม็ดสี และกระจกตา ก็มีแนวโน้มว่าจะเกิดความดันลูกตาสูงได้เช่นกัน
ใครเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันลูกตาสูง
ผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะความดันตาสูง
- ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงมากกว่าคนอายุน้อย
- ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือต่ำ
- ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
- ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก หรือยาวมากมีความเสี่ยงกว่าคนสายตาปกติ
- ผู้ที่มีความหนาของกระจกตาส่วนกลางที่บางกว่าปกติ
- ผู้ที่เป็น Pigment Dispersion Syndrome คือภาวะเม็ดสีในม่านตาถูกปล่อยออกมาไหลเวียนอยู่ในช่องด้านหน้าของดวงตา ซึ่งอาจจะไปอุดการระบายของเหลวของตา
- ผู้ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นภาวะความดันลูกตาสูง
- ผู้ที่เคยได้รับการบาดเจ็บที่ดวงตา หรือเคยผ่าตัดตามาก่อน
- คนผิวดำมีโอกาสเกิดภาวะความดันลูกตาสูงมากกว่าคนผิวขาว
- มีประวัติการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
ความดันลูกตาสูง รักษาได้อย่างไร
ภาวะความดันลูกตาสูงสามารถรักษาได้โดยวิธีลดความดันลูกตา ดังต่อไปนี้
การรักษาทางการแพทย์
นอกจากการเข้ารับการตรวจดวงตาเป็นประจำแล้ว ก็สามารถรักษาด้วยเลเซอร์ ซึ่งเป็นวิธีลดความดันลูกตาด้วยการยิงเลเซอร์พลังงานสูง โดยยิงไปบริเวณมุมของช่องด้านหน้าลูกตา เพื่อเปิดให้ของเหลวในช่องด้านหน้าลูกตาระบายออกมาได้สะดวกมากยิ่งขึ้น การรักษาด้วยเลเซอร์มีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย ควรรักษาด้วยวิธีลดความดันลูกตาโดยการใช้ยาร่วมด้วย
การรักษาด้วยยา
เป็นการรักษาด้วยการใช้ยาหยอดตาเพื่อลดความดันลูกตา เป็นวิธีลดความดันลูกตาขั้นพื้นฐานที่ได้ผลดี และสะดวก แต่ต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยลดความดันตาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และไม่ไปทำลายเส้นประสาท
โดยประเภทของยาที่มักนำมาใช้ในการรักษาก็มีอยู่หลายประเภท มีกลไกการออกฤทธิ์ และผลข้างเคียงแตกต่างกันไป ควรจะเลือกใช้ประเภทไหนนั้น จักษุแพทย์จะเป็นผู้ประเมินให้เหมาะสมกับอาการ ดังนี้
- ยากลุ่ม Prostaglandins เป็นยาที่มีประสิทธิภาพการลดความดันลูกตาได้ดี ใช้หยอดวันละ 1 ครั้งเพื่อเพิ่มการระบายของเหลวออกนอกดวงตา
- ยากลุ่ม Beta-adrenergic inhibitors ใช้หยอด 1-2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อลดการสร้างของเหลวในดวงตา แต่ไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นโรคหอบหืด หรือโรคหัวใจบางชนิด
- ยากลุ่ม Alpha-adrenergic agonists ใช้หยอดตา 2-3 ครั้งต่อวัน เพื่อลดการผลิตของเหลว และเพิ่มการระบายออกนอกดวงตา ยาในกลุ่มนี้บางตัวมีฤทธิ์ป้องกันสายตาได้ แต่ต้องระวังในผู้ป่วยเด็กเล็ก อาจทำให้อ่อนเพลีย ง่วงซึม ปากแห้ง และอาจเกิดอาการแพ้ได้
- ยากลุ่ม Carbonic anhydrase inhibitors ใช้หยอดตา 2-3 ครั้งต่อวัน ช่วยลดการสร้างของเหลว ยาในกลุ่มนี้ช่วยลดความดันลูกตาได้ดี แต่บางรายอาจเกิดอาการแสบตา ตาแดง ชาปลายมือ-ปลายเท้า เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดได้
- ยากลุ่ม Cholinergic สามารถใช้ได้ 4 ครั้งต่อวัน ช่วยเพิ่มการระบายน้ำออกนอกช่องด้านหน้าลูกตา
การรักษาด้วยการผ่าตัด
วิธีลดความดันลูกตาด้วยการผ่าตัด มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความดันภายในลูกตา โดยการทำช่องระบายน้ำจากช่องลูกตาส่วนหน้าออกมาสู่ภายนอก เพื่อลดความดันภายในดวงตา เป็นการผ่าตัดที่ต้องทำภายในห้องผ่าตัด การผ่าตัดเป็นวิธีลดความดันลูกตาที่จะทำก็ต่อเมื่อการรักษาด้วยยาหยอดตา และรักษาด้วยเลเซอร์แล้วไม่สามารถควบคุมความดันลูกตาได้ หรือกรณีที่มีอาการกำเริบ

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจตามมาเมื่อมีความดันลูกตาสูง
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อมีความดันตาสูง และไม่หาวิธีลดความดันลูกตาด้วยวิธีการที่เหมาะสม
- เกิดเป็นโรคต้อหิน ทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง
- มีอาการทางตา เช่น ตามัว ปวดตา เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ ตาแดง เป็นต้น
- เกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน
- สูญเสียการมองเห็น
ป้องกันภาวะความดันลูกตาสูงได้อย่างไร
นอกจากวิธีลดความดันลูกตาด้วยการรักษาแล้ว ภาวะความดันตาสูงยังสามารถป้องกันได้ โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้
- เข้ารับการรักษาโรคทางตาที่เป็นอยู่ รวมทั้งโรคประจำตัว ที่อาจส่งผลทำให้เกิดภาวะความดันลูกตาสูง
- สำหรับผู้ที่รู้ตัวว่ามีความเสี่ยง เช่น มีอายุมากกว่า 40 ปี คนในครอบครัวมีประวัติการมีภาวะความดันลูกตาสูง เป็นโรคเบาหวาน เคยเกิดอุบัติเหตุบริเวณดวงตา หรือเคยผ่าตัดตา เป็นต้น ควรเข้ารับการตรวจความดันลูกตาโดยจักษุแพทย์เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- ดูแลป้องกันดวงตาไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ เช่น สวมแว่นนิรภัยเมื่อต้องทำงานที่อาจมีสิ่งของกระเด็นเข้าตา การระมัดระวังขณะเล่นกีฬา เป็นต้น
- เมื่อเกิดอาการผิดปกติที่ดวงตา ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยามาหยอดเอง เพราะอาจได้รับยาหยอดตาประเภทที่เป็นสเตียรอยด์ ที่ทำให้เกิดความดันลูกตาสูงได้
- กินอาหารช่วยบำรุงสายตา เช่น ผักใบเขียว ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เป็นต้น
- ดูแลรักษาสุขภาพดวงตา เช่น พักสายตาเมื่อใช้สายตาเป็นเวลานาน ไม่ใส่คอนแท็กต์เลนส์นานๆ เพื่อป้องกันตาติดเชื้ออักเสบ
ความดันลูกตาสูงกับโรคต้อหิน
โรคต้อหิน เป็นโรคที่มีสาเหตุหลักมาจากความดันลูกตาที่สูงเกินไป บางครั้งสูงมากจนทำให้ตาแข็งคล้ายหิน จึงเรียกว่าต้อหิน เมื่อความดันภายในลูกตาสูงมากขึ้นจะไปกดประสาทตา ส่งผลทำให้เกิดความผิดปกติของขั้วประสาทตา ประสาทตาเสื่อม หากอาการของโรคลุกลาม จะส่งผลทำให้ประสาทตาถูกทำลาย ลานสายตาแคบลงจนการมองเห็นเริ่มเปลี่ยนไป มองวัตถุลำบากในที่มืด มองเห็นเป็นสีรุ้งรอบดวงตา เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ และหากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ทำการรักษาด้วยวิธีลดความดันลูกตาที่เหมาะสม อาการของโรคจะรุนแรงมากขึ้น ลานสายตาจะค่อยๆ แคบลง จนทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ในที่สุด
สรุป
ภาวะความดันลูกตาสูง คือภาวะที่ความดันภายในลูกตาสูงกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท เกิดจากการที่ของเหลวบริเวณช่องด้านหน้าดวงตามีอัตราการระบายออกที่น้อยลง จนเกิดการคั่งภายในลูกตา ความดันจึงค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น โดยภาวะนี้เกิดขึ้นมาได้จากหลายปัจจัย เช่น การขาดสมดุลระหว่างอัตราการสร้าง และการระบายออกของของเหลวบริเวณช่องด้านหน้าดวงตา อายุที่เพิ่มมากขึ้น เคยเกิดอุบัติเหตุ หรือผ่าตัดดวงตา โดยวิธีลดความดันลูกตาก็สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้เลเซอร์ หรือการผ่าตัดเปิดให้ของเหลวในช่องด้านหน้าลูกตาระบายออกได้ดียิ่งขึ้น การรักษาด้วยยาหยอดตาเพื่อลดการสร้างของเหลว และเพิ่มการระบายของเหลวออกเป็นต้น ทั้งนี้ จะเลือกการรักษาด้วยวิธีใดนั้น ต้องให้จักษุแพทย์เป็นผู้ประเมินอาการ ภาวะความดันลูกตาเป็นภาวะที่ไม่มีการแสดงอาการ ดังนั้น เพื่อให้สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ผู้ที่เสี่ยงมีความดันลูกตาสูงควรเข้ารับการตรวจสายตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะความดันลูกตาสูง (FAQ)
เมื่อรู้แล้วว่าภาวะความดันลูกตาสูงคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีวิธีลดความดันลูกตายังไงบ้าง เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น จึงได้รวบรวมเอาคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบมาให้แล้วในบทความนี้
ความเครียดทำให้เกิดความดันลูกตาสูงได้หรือไม่?
พบว่าผู้ที่มีความเครียด ความกังวล และพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลทำให้ความดันลูกตาเพิ่มสูงขึ้นได้
ภาวะความดันลูกตาสูง มีการวินิจฉัยอย่างไร?
การวินิจฉัยว่ามีภาวะความดันลูกตาสูง จะประกอบด้วย
- มีค่าความดันตามากกว่า 21 มม.ปรอท ในการวัดอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป
- มีมุมตาเปิดกว้าง
- มีลานสายตาปกติ
- เมื่อตรวจขั้วประสาทตาพบรอยบุ๋ม เว้า อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเป็นความดันลูกตาสูง?
หากมีความดันลูกตาสูงเกินไป และไม่ได้รับการรักษา มีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนเป็นต้อหินได้ง่าย ซึ่งอาจทำให้มองเห็นไม่ชัด จนทำให้สูญเสียการมองเห็นไปได้ในที่สุด

