
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้หลายๆ คนมักประสบปัญหาการเป็นออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิตของหนุ่มสาววัยทำงาน โดยอาการออฟฟิศซินโดรม คือต้นตอของอาการปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบได้! มาทำความรู้จักออฟฟิศซินโดรมให้มากขึ้น มองหาต้นตอ และวิธีรักษาออฟฟิศซินโดรมกันได้ที่บทความนี้
|
Table of Contents |
- ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คืออะไร
- สัญญาณเตือนออฟฟิศซินโดรม มีอาการอย่างไรบ้าง
- สัญญาณเตือนออฟฟิศซินโดรม มีอาการอย่างไรบ้าง
- ออฟฟิศซินโดรม เกิดจากอะไร
- 2 กลุ่มเสี่ยง Office Syndrome
- ออฟฟิศซินโดรม รักษาด้วยวิธีไหนได้บ้าง
- รวม 7 วิธีป้องกันออฟฟิศซินโดรม
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการออฟฟิศซินโดรม (FAQ)

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คืออะไร
ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คือกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ และเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) รวมไปถึงอาการปวด หรือชาจากอาการอักเสบของเนื้อเยื่อ และเอ็น ที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องซ้ำไปมา โดยส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ เกิดอาการปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณคอ หลัง ไหล่ บ่า แขน และข้อมือ โดยอาการปวดเหล่านี้ อาจลุกลามจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังได้ ซึ่งอาการเหล่านี้มักพบในกลุ่มวัยทำงานในออฟฟิศ หรือคนที่ทำงานโดยใช้คอมพิวเตอร์ และมือถือเป็นประจำ

สัญญาณเตือนออฟฟิศซินโดรม มีอาการอย่างไรบ้าง
แล้วอาการที่บ่งบอกว่าอาจจะเป็นออฟฟิศซินโดรมมีอะไรบ้าง ไปดูกัน!
- อาการตาแห้ง จากการจ้องหน้าจอคอม หรือมือถือนานเกินไป จนต่อมน้ำตาทำงานผิดปกติ
- อาการปวดตา หากจ้องหน้าจอนานเกินไปโดยไม่พักสายตา อาจทำให้มีอาการปวดหัวตามมาได้
- ปวดกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน บริเวณคอ บ่า ไหล่ และสะบัก ไม่สามารถระบุบริเวณอย่างชัดเจนได้
- ปวดหัวเรื้อรัง บางคนอาจปวดไมเกรนร่วมด้วย จากความเครียด และใช้สายตาจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
- ปวดหรือเกิดเหน็บชาบริเวณขาลงมา จากการนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน เพราะเส้นเลือดดำถูกกดทับจนเลือดไหลเวียนไม่สะดวก
- ปวดหลัง จากการนั่งทำงานหน้าจอติดต่อกันหลายชั่วโมง ท่านั่งไม่ถูกสรีระ กล้ามเนื้อต้นคอยึดเกร็งอยู่ตลอดเวลาจนทำให้เมื่อยล้า
- ตาล้า มีอาการพร่ามัว เนื่องจากใช้สายตาจ้องมองคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอมือถือเป็นเวลานาน
- ปวดข้อมือ มือชา นิ้วล็อค จากการพิมพ์คีย์บอร์ด หรือจับเมาส์ในท่าเดิมเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นอักเสบ
ออฟฟิศซินโดรม เกิดจากอะไร
ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) มักพบบ่อยในกลุ่มคนที่ทำงานออฟฟิศเป็นหลัก เกิดจากพฤติกรรมการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สะดวกต่อร่างกาย ซึ่งอาจเกิดจากการนั่งทำงานนานๆ ไม่มีการขยับตัว หรือลุกเดินไปไหนมาไหนเลย มีการจ้องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน การนั่งทำงานในท่าที่ไม่ถูกต้อง การวางแขนขณะพิมพ์งาน หรือการใช้เก้าอี้ และโต๊ะที่ไม่เหมาะสม ด้วยสาเหตุเหล่านี้ อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อมัดต่างๆ เกิดอาการยึดเกร็ง และอักเสบในเวลาต่อมา จนทำให้ร่างกายเกิดความเมื่อยล้า และเจ็บปวดบริเวณต่างๆ ได้
2 กลุ่มเสี่ยง Office Syndrome
อาการออฟฟิศซินโดรมไม่ได้เกิดเฉพาะกลุ่มคนที่ทำงานในออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังเกิดกับกลุ่มนักกีฬา และผู้ใช้แรงงานได้ด้วย เนื่องจากทั้ง 2 กลุ่มเสี่ยงนี้ เป็นกลุ่มที่ทำงานโดยใช้กล้ามเนื้อในรูปแบบซ้ำๆ เป็นประจำ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
กลุ่มพนักงานออฟฟิศ
คนกลุ่มนี้ทำงานอยู่ในออฟฟิศ โดยไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวร่างกายอะไรมากนัก ทำให้เสี่ยงเป็น Office syndrome กันมาก เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อทำอะไรมากเท่าไร มีเพียงการนั่ง ยืน หรือค้างอยู่ในท่าเดียวกันนานเกินไป เช่น การก้มหน้าใช้งานมือถือ การจ้องจอคอมนานๆ การนั่งทำงานโดยไม่ลุกไปไหน กล้ามเนื้อมัดต่างๆ ในบริเวณนั้นมีการใช้งานท่าเดียวกันซ้ำๆ จนอาจทำให้เกิดการตึง และปวดตามมาได้
กลุ่มนักกีฬาและผู้ใช้แรงงาน
ในกลุ่มนักกีฬา และผู้ใช้แรงงานก็เสี่ยงเป็น Office syndrome ได้เช่นกัน โดยอาจเกิดจากการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสมของกล้ามเนื้อ หรือกระดูก เช่น การยกของผิดท่า การออกแรงมากเกินไป การกระชากกล้ามเนื้อเร็วเกินไป หรือการแบกของที่มีน้ำหนักมาก ทำให้เกิดการบาดเจ็บอย่างเฉียบพลัน หรือเรื้อรังบริเวณกล้ามเนื้อ และกระดูกได้

ออฟฟิศซินโดรม รักษาด้วยวิธีไหนได้บ้าง
เพื่อไม่ให้อาการปวดเรื้อรัง และมีปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงตามมา จะต้องรู้วิธีรักษาออฟฟิศซินโดรมโดยมีวิธีการดังต่อไปนี้
1. การยืดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี
การยืดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีแก้ออฟฟิศซินโดรมได้ เพราะจะช่วยให้ข้อต่อ และเส้นใยกล้ามเนื้อมีความยืดเหยียด และเคลื่อนไหวได้อย่างดี ป้องกันการฉีกขาดของเส้นใยกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้
2. การกินยาบรรเทาอาการปวด
หากอาการออฟฟิศซินโดรมรุนแรงขึ้น การกินยาอาจเป็นวิธีรักษาออฟฟิศซินโดรมที่รวดเร็วที่สุด เช่น ยาคลายเครียด ยาบรรเทาอาการกล้ามเนื้อ และเอ็นอักเสบ ทั้งนี้ ต้องใช้ยาภายใต้คำสั่งแพทย์ผู้วินิจฉัยเท่านั้น
3. การนวดแผนไทย
การนวดแผนไทยจะช่วยบีบนวดให้ตรงจุดกับบริเวณที่มีอาการปวดจากออฟฟิศซินโดรม ผสมผสานกับตัวยาสมุนไพรที่ใช้ประคบนวด ทำให้มีความผ่อนคลาย และช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายได้
4. การฝังเข็ม
การฝังเข็มให้ตรงจุด เป็นอีกหนึ่งวิธีแก้ออฟฟิศซินโดรม ช่วยให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาทให้ออกฤทธิ์กับประสาทส่วนกลางในระดับไขสันหลัง เพื่อช่วยยับยั้งความเจ็บปวด กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ปรับสมดุลในร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ
5. การทำกายภาพบำบัด
การทำกายภาพบำบัดให้เหมาะสมกับแต่ละคน เป็นอีกวิธีแก้ออฟฟิศซินโดรมได้ สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับปกติ โดยโปรแกรมการรักษา Urban Relax & Relieve ของทาง Lovely Eye and Skin Clinic ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ ช่วยแก้ปัญหา เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่เป็น Office syndrome ได้ โดยทั้ง 3 โปรแกรมมีรายละเอียดดังนี้
Urban Relax Signature Program ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
- ช่วยลดอาการปวดเมื่อยจากออฟฟิศซินโดรม
- ช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ
- ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการตึงเครียด
- ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อต่างๆ ที่ได้รับบาดเจ็บ
Ultra Relax Signature Program บำบัดความปวด
- ช่วยให้รู้สึกสบาย ผ่อนคลายในบริเวณที่ทำ
- ช่วยลดอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออักเสบ
- ช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อให้เร็วขึ้น
Eye Relax Program ฟื้นฟูอาการตาล้า
- ช่วยลดอาการปวดหัวร้าวไปจนถึงกระบอกตา
- ช่วยบรรเทาอาการตาล้า
- ช่วยลดปัญหาปวดไมเกรน

รวม 7 วิธีป้องกันออฟฟิศซินโดรม
มาดูวิธีป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรมกัน เพื่อที่จะใช้ร่างกายไปอีกนานๆ และสุขภาพแข็งแรงกันถ้วนหน้า
1. จัดท่านั่งทำงานให้ถูกต้อง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การนั่งทำงานของหลายๆ คนยังไม่ถูกหลักมากนัก เพราะตามหลักแล้ว ควรนั่งตัวตรง ข้อมือเหยียดตรงเมื่อทำการพิมพ์ ไม่ยืดศอก เข่าควรทำมุม 90 องศา และที่สำคัญต้องไม่นั่งไขว่ห้าง โดยการนั่งในท่าที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันการเกิดออฟฟิศซินโดรมอย่างอาการปวดหลัง ไหล่ และคอได้
2. อย่าลืมยืดเส้นยืดสาย
สาเหตุหลักๆ ของการเกิดออฟฟิศซินโดรม คือการอยู่ท่าเดิมเป็นเวลานาน การยืดเส้นยืดสายเพียงเล็กน้อยทุกๆ ชั่วโมงจึงมีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการบิดตัว ผ่อนคลายศีรษะ และไหล่ ยืดแขน และคอ ลุกขึ้นเดินไปมา เพื่อที่จะช่วยคลายกล้ามเนื้อ และปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น
3. สภาพแวดล้อมที่ทำงานต้องเหมาะสม
จัดโต๊ะทำงาน หน้าจอคอมพิวเตอร์ และแป้นพิมพ์ให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม หน้าจอควรอยู่เหนือสายตาเล็กน้อย และอยู่ห่างจากคนนั่งประมาณ 60 ซม. ให้บนโต๊ะมีพื้นที่ขยับแขนได้สะดวก ใช้แผ่นรองเมาส์ และแป้นพิมพ์ เพื่อป้องกันอาการปวดข้อมือได้ การจัดโต๊ะทำงานที่เหมาะสมจะช่วยให้สรีระการนั่งออกมาดี และกล้ามเนื้อจะไม่เกร็ง ซึ่งจะลดการเกิดออฟฟิศซินโดรมได้
4. ใช้เวลาพักสายตาบ้าง
พักสายตาทุกๆ 30 นาที โดยหลับตาสักครู่ หรือละสายตาจากหน้าจอ จากนั้นมองไปยังพื้นที่สีเขียว ขยับดวงตาไปรอบๆ เพื่อบริหารกล้ามเนื้อดวงตา เป็นอีกวิธีแก้ออฟฟิศซินโดรมได้ เพราะการจ้องหน้าจอเป็นเวลานานจะทำให้ดวงตาแห้ง และเหนื่อยล้า จนสายตาอ่อนแอ และปวดหัวได้
5. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกายช่วยในเรื่องการยืดเส้น สร้างความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ และช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเล่นโยคะ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อแล้ว ยังป้องกันเอ็น และข้อยึด ช่วยผ่อนคลายความเครียด และสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้อีกด้วย
6. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย
ภาวะขาดน้ำเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ คุณควรดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดทั้งวัน เพราะจะทำให้ร่างกายชุ่มชื้น และรักษาการไหลเวียนของกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น เพราะน้ำทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่นสำหรับข้อต่อ ซึ่งป้องกันการอักเสบที่ทำให้เกิดอาการปวด โดยทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่ การดื่มน้ำผสมวิตามิน หรือน้ำอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับกล้ามเนื้อนั่นเอง
7. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรม เพราะหากพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจทำให้ปวดหัว ปวดตา รวมถึงอาการไม่มีแรง เกิดความเหนื่อยล้า ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมนั่นเอง
สรุป
อาการออฟฟิศซินโดรม เป็นอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือชาจากอาการอักเสบของเนื้อเยื่อ และเอ็น โดยเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมนานเกินไป ทำให้ร่างกายไม่ได้รับการผ่อนคลายมากพอ สามารถรักษาได้โดยการยืดกล้ามเนื้อ การกินยา การนวด การฝังเข็ม หรือการทำกายภาพบำบัดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ด้วยความปลอดภัย และสามารถแก้ไขปัญหาปวดเมื่อยได้จริง วิธีนี้จึงได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน แต่ทั้งนี้ เพื่อป้องกันอาการ Office syndrome ควรจัดท่าในการนั่งให้ถูกวิธี ยืดเส้นยืดสาย หรือพักสายตาบ้าง นอกจากนี้ การดื่มน้ำ และการพักผ่อนที่เพียงพอก็สำคัญเช่นกัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทรมารกับอาการปวดเมื่อยที่อาจนำไปสู่การปวดแบบเรื้อรังในอนาคตได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการออฟฟิศซินโดรม (FAQ)
บทความนี้ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย มาไขข้อสงสัย เพื่อให้รู้จักอาการออฟฟิศซินโดรมได้ดีขึ้น เพื่อที่จะสามารถรักษาออฟฟิศซินโดรมได้ ดังนี้
อาการออฟฟิศซินโดรมแบบไหน ต้องรีบพบแพทย์ ?
หากมีอาการออฟฟิศซินโดรมที่มีอาการบาดเจ็บซ้ำๆ และปวดมากขึ้น อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าอาการกำลังกำเริบแล้ว ดังนั้น จึงควรพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันผลร้ายที่จะตามมาได้
ปวดตัว ปวดหลัง จากออฟฟิศซินโดรม ซื้อยากินเองได้ไหม ?
หากมีอาการปวดที่ไม่รุนแรงมาก สามารถซื้อยากินเองได้ แต่ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อ เพราะยาแก้ปวดมีหลายประเภท ทั้งนี้ หากกินยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน เพื่อป้องกันอาการกำเริบนั่นเอง
การนวดแผนไทย รักษาออฟฟิศซินโดรมได้จริงไหม ?
การนวดแผนไทยเป็นการกดจุดตามบริเวณร่างกาย เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายมากขึ้น โดยสามารถรักษาอาการปวดเมื่อยต่างๆ จากอาการออฟฟิศซินโดรมได้จริง แต่ทั้งนี้ ควรรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า เพื่อความปลอดภัย และผลลัพธ์ที่เห็นผลได้จริง

