
บางคนทุ่มเทกับการดูแลผิวหน้าเต็มที่ ไม่ว่าจะทาสกินแคร์ ทำทรีตเมนต์ หรือทำหัตถการ เพื่อให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ แต่กลับละเลย “ผิวคอ” จนทำให้ 'คอเหี่ยว' และเกิดริ้วรอยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลต่อความสวยงามและความมั่นใจ บทความนี้ Lovely Eye & Skin Clinic จะพาคุณทำความเข้าใจถึงต้นเหตุที่ทำให้คอเหี่ยวไว พร้อมแชร์วิธีป้องกันเบื้องต้น และรวบรวมเทคนิคทางการเเพทย์ที่ช่วยกู้ผิวคอให้กลับมากระชับเรียบเนียน
ทำไมผิวคอเหี่ยว ปัจจัยที่หลายคนมองข้าม
-
อายุที่เพิ่มขึ้น
เป็นเรื่องปกติที่ประสิทธิภาพการผลิตคอลลาเจนจะลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความเหี่ยวย่นหรือรอยพับบริเวณคอ
-
ไม่ทาครีมกันแดดที่คอ
รังสีอัลตราไวโอเล็ต (UV) จากแสงแดดทำร้ายเซลล์ผิวได้มากกว่าที่คิด ทำให้สูญเสียความยืดหยุ่นในระยะยาวจนเกิดริ้วรอยบริเวณคอ
-
พันธุกรรม
พันธุกรรมเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ส่งผลต่อความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของผิว หากผิวความยืดหยุ่นน้อยก็อาจทำให้เกิดรอยเหี่ยวได้ง่ายกว่าปกติ
-
ผิวขาดความชุ่มชื้น
บางคนไม่หมั่นทาครีมบำรุงผิวที่คอ ทำให้ผิวแห้งจนเกราะป้องกันผิวไม่แข็งแรงจนเกิดรอยพับ
ทริคดูแลผิวคอไม่ให้เหี่ยวไว

-
ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
บางพฤติกรรมอาจกระตุ้นให้คอเหี่ยวไว เช่นคนที่ชอบก้มหน้าขณะใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานาน ดังนั้นควรวางตำแหน่งหน้าจอให้เหมาะสม เพื่อให้ไม่ก้มหน้ามากจนเกินไป
-
ทาครีมกันแดดที่คอเป็นประจำ
การทาครีมกันแดดเป็นขั้นตอนการบำรุงผิวที่สำคัญมาก ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เพราะสามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UVA ที่ทำให้ผิวดูแก่ก่อนวัย และรังสี UVB ที่ทำให้ผิวมีความหมองคล้ำ
-
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
สารพิษในบุหรี่อาจทำลายการผลิตคอลลาเจนและตวามยืดหยุ่นใต้ผิว ทำให้คอมีริ้วรอยและความเหี่ยวย่น
-
ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและออกกำลังกาย
ทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงมากเกินไปในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งส่งผลต่อความเต่งตึงของผิว
3 ตัวช่วยฟื้นฟู คอเหี่ยว ให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง

นอกจากการดูแลผิวเบื้องต้นและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีความงามที่ช่วยให้ผิวคอมีความเต่งตึง ไม่ดูแก่ก่อนวัย Lovely Eye & Skin Clinic ได้รวบรวมมาให้ทั้งหมด 3 โปรแกรม
ยกกระชับด้วยโปรแกรมอัลเทอร่า (Ultherapy)
โปรแกรมนี้ทำงานด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) ยิงลงสู่ผิวชั้น SMAS ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ผิวหนังที่ลึกที่สุดและทำหน้าที่พยุงโครงสร้างผิว การยกกระชับด้วยวิธีนี้จะทำให้คอลลาเจนเก่าหดตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวมีความกระชับขึ้น ลดความหย่อนคล้อยและริ้วรอยโดยไม่ต้องผ่าตัด
ข้อดี
- ใช้เวลาทำไม่เกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที (รวมเวลาแปะยาชา 45 นาที)
- เห็นผลประมาณ 30% หลังทำทันที และจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นใน 2-3 เดือน
- ทำเพียง 1 ครั้งต่อปี ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี
- สามารถใช้ชีวิตได้ปกติหลังทำทันที ไม่ต้องพักฟื้น
- ไม่มีรอยแผลเป็นเพราะไม่ต้องผ่าตัด
โปรแกรมโบท็อกซ์คอ (Botox)
เส้นแนวตั้งบริเวณคอมักเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ Platysma ซึ่งมีความบางและทำหน้าที่ดึงใบหน้าเพื่อแสดงอารมณ์ เมื่อมีการหดเกร็งซ้ำ ๆ ส่งผลให้เกิดร่องที่ชัดขึ้น ผิวคอหย่อนคล้อยและไม่เรียบเนียน การฉีดโบท็อกซ์จะช่วยคลายกล้ามเนื้อส่วนนี้ ส่งผลให้รอยพับดูจางลงและกรอบหน้าชัดเจนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ข้อดี
- ไม่ต้องพักฟื้น
- เริ่มเห็นผล 3-7 วันหลังฉีด ผลลัพธ์จะชัดเจนที่สุดในช่วง 2-4 สัปดาห์
- หากฉีดในปริมาณและตำแหน่งเหมาะสมจะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวอย่างพอดี ผิวไม่ตึงจนเกินไป
- เมื่อรอยพับและริ้วรอยลดลง จะทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น
- แนะนำควรเว้นระยะการฉีด 6 เดือน ต่อครั้ง
โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์คอ (Filler)
การฉีดฟิลเลอร์ที่มีส่วนประกอบของกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) จะช่วยเติมเต็มร่องลึกตามรอยพับแนวนอนที่คอ รวมถึงริ้วรอยเล็ก ๆ และทำให้ผิวดูอิ่มฟูอีกด้วย ซึ่งไม่เป็นอันตรายเพราะไม่สะสมในร่างกาย สามารถสลายไปเองตามธรรมชาติ
ข้อดี
- สามารถเติมเต็มร่องลึกและริ้วรอยต่าง ๆ ได้ทันทีหลังฉีด
- เห็นผลชัดเจนขึ้นใน 1-2 สัปดาห์
- ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังฉีด
- ทำเพียง 1 ครั้งต่อปี
- ไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ไม่มีอาการบวมช้ำ
สรุป
คอเหี่ยวหรือรอยพับเกิดได้จากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจ การดูแลและบำรุงผิวคออย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะสามารถช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยได้ แต่สำหรับใครที่กำลังเจอปัญหาคอเหี่ยวและต้องการรักษา สามารถปรึกษาทีมแพทย์ Lovely Skin ที่ Lovely Eye & Skin Clinic ทีมแพทย์จะประเมินสภาพผิวให้อย่างละเอียดทุกเคส ก่อนแนะนำเทคนิคที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้เหมาะสมที่สุด

