fbpx ผิวหน้ามีกี่ประเภท? เช็กก่อนเลือกหัตถการและดูแลผิวรอบตาให้ตรงจุด

ผิวหน้ามีกี่ประเภท? เช็กก่อนเลือกหัตถการและดูแลผิวรอบตาให้ตรงจุด

ผิวหน้ามีกี่ประเภท? เช็กก่อนเลือกหัตถการและดูแลผิวรอบตาให้ตรงจุด

 

Key Takeaway

  • ผิวหน้าแบ่งเป็น 5 ประเภทหลัก คือ ผิวธรรมดา ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม และผิวบอบบางแพ้ง่าย การรู้สภาพผิวตัวเองจะช่วยให้เลือกสกินแคร์และวิธีดูแลได้ตรงจุด
  • โครงสร้างและปัญหาผิวรอบตามีความบอบบางกว่าผิวหน้าส่วนอื่น ไม่มีต่อมไขมัน และต้องขยับกล้ามเนื้อตลอดเวลา จึงเกิดริ้วรอย ตีนกา รอยคล้ำ และความหย่อนคล้อยได้เร็วกว่า
  • การเลือกหัตถการผิวหน้าควรดูจากปัญหาหลัก เช่น เลือกลดรอยดำและกระชับรูขุมขนด้วย PicoPlus หรือเติมความชุ่มชื้นด้วย Super Aura โดยให้แพทย์ประเมินชั้นผิวอย่างละเอียดก่อนทำ
  • การเลือกหัตถการรอบตาควรเลือกนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อรอบดวงตาโดยเฉพาะ เช่น Lovely Eye Reborn Program (Thermage Eye) ที่ช่วยยกกระชับและลดริ้วรอยอย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องผ่าตัด

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราต้องรู้จักผิวหน้าของตัวเอง? เพราะผิวหน้าของแต่ละคนนั้นไม่ได้มีปัญหาผิวที่เหมือนกัน เพราะสภาพผิวมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุ สภาพอากาศ การใช้สกินแคร์ และปัจจัยแวดล้อมได้ หากเราเลือกดูแลผิวอย่างเข้าใจผิว ก็จะทำให้ผิวรอบตาและผิวหน้าแลดูสดใสขึ้นได้ 

โดยบทความนี้จะแนะนำวิธีเช็กผิวหน้าตัวเองในแต่ละแบบ และโครงสร้างผิวรอบตา ก่อนตัดสินใจเลือกหัตถการที่เหมาะกับผิว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยในแบบคุณยิ่งขึ้น!

ทำไมเราต้องรู้จักผิวหน้าของตัวเอง

การทำความเข้าใจสภาพผิวของตัวเองถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเริ่มต้นดูแลผิว เพราะสภาพผิวของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน การรู้ว่าตัวเองมีผิวประเภทใดจะช่วยให้สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ เครื่องสำอาง หรือแม้แต่วิธีการทำหัตถการทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสมและตรงจุด 

 

หากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงกับสภาพผิว นอกจากจะไม่เห็นผลลัพธ์ที่ต้องการแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาผิวตามมา เช่น สิวอุดตัน อาการระคายผิว หรือผิวแห้งลอกรุนแรงกว่าเดิม ดังนั้น การรู้วิธีเช็กผิวหน้าตัวเองจึงเป็นขั้นตอนแรกที่ช่วยให้การปกป้องและบำรุงผิวมีประสิทธิภาพ

 

ผิวหน้ามีกี่ประเภท อะไรบ้าง

 

ผิวหน้ามีกี่ประเภท อะไรบ้าง

สำหรับใครที่สงสัยว่าผิวหน้ามีกี่ประเภท แบ่งอย่างไรบ้าง แล้วผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสมดูอย่างไร เพื่อให้เราสามารถดูแลผิวได้ตามแบบธรรมชาติของผิวยิ่งขึ้น มีดังนี้

ผิวธรรมดา

มีความสมดุลของน้ำและน้ำมันในผิวอย่างพอดี รูขุมขนมีขนาดเล็ก ผิวเรียบเนียน ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสิวหรือริ้วรอยก่อนวัย ถือเป็นสภาพผิวที่ดูแลรักษาง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ดี เน้นการทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน ทาครีมกันแดดเป็นประจำ และเติมความชุ่มชื้นพื้นฐานเพื่อรักษาสมดุลผิวให้อยู่ได้ยาวนาน

ผิวแห้ง

ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวน้อยกว่าปกติ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย มักมีความรู้สึกแห้งตึงหลังล้างหน้า ผิวดูหยาบกร้าน ขาดความเงางาม อาจมีการลอกเป็นขุย และมีโอกาสเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้เร็วกว่าผิวประเภทอื่น

ผิวมัน

เป็นผิวที่ต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ ทำให้มีการผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวมาก ผิวหน้าจะดูมันเยิ้มทั่วทั้งใบหน้า รูขุมขนกว้าง สังเกตเห็นได้ชัดเจน และมักมีปัญหาความมันส่วนเกินที่ทำให้เกิดสิวอุดตันหรือสิวอักเสบตามมาได้ง่าย

ผิวผสม

เป็นสภาพผิวที่มีความผสมผสานระหว่างผิวมันและผิวแห้งบนใบหน้าเดียวกัน มักจะมีความมันบริเวณช่วงทีโซน (T-Zone) ได้แก่ หน้าผาก จมูก และคาง ในขณะที่บริเวณรอบดวงตาและข้างแก้ม (U-Zone) จะมีลักษณะเป็นผิวแห้งหรือผิวธรรมดา

ผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เป็นสภาพผิวที่มีเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ไวต่อสภาพแวดล้อม มลภาวะ และส่วนผสมในเครื่องสำอาง มักเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย มีผิวแดง ผื่นคัน หรือรู้สึกแสบร้อนเมื่อสัมผัสกับสารก่อการระคายเคืองหรือการเสียดสี

 

รู้จักผิวรอบดวงตา โครงสร้างที่บอบบางเป็นพิเศษ

 

รู้จักผิวรอบดวงตา โครงสร้างที่บอบบางเป็นพิเศษ

โครงสร้างผิวบริเวณรอบดวงตามีความบอบบางกว่าผิวหน้าส่วนอื่นถึง 5 เท่า เนื่องจากไม่มีต่อมไขมันคอยผลิตน้ำมันหล่อเลี้ยงและมีปริมาณคอลลาเจนน้อยกว่า นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับการขยับกล้ามเนื้อจากการกะพริบตา (Blinking) มากถึง 10,000–20,000 ครั้งต่อวัน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นได้ง่าย จึงมักเกิดริ้วรอย ตีนกา และความหย่อนคล้อยใต้ตาก่อนผิวบริเวณอื่น

วิธีเช็กผิวหน้าตัวเอง และผิวรอบดวงตา แบบง่ายๆ 

ก่อนจะเริ่มบำรุงผิวหรือเลือกทำหัตถการ ควรทำความเข้าใจก่อนว่าผิวหน้ามีกี่ประเภท เพื่อให้ทราบพื้นฐานผิวอย่างถูกต้อง และช่วยให้สามารถประเมินความต้องการของผิว รวมถึงพื้นที่บอบบางอย่างรอบดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนเช็กผิวหน้า ดูอย่างไร

  • ล้างหน้าให้สะอาดด้วยคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน แล้วซับหน้าให้แห้ง
  • ปล่อยทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมงโดยไม่ทาสกินแคร์ใดๆ
  • สังเกตความเปลี่ยนแปลง 
    • หากผิวมีความมันเคลือบทั่วใบหน้าแสดงว่าเป็นผิวมัน
    • หากรู้สึกตึง ลอก หรือมีขุย แสดงว่าเป็นผิวแห้ง
    • หากหน้ามันเฉพาะช่วงทีโซน (หน้าผาก จมูก คาง) แต่บริเวณแก้มแห้งตึง แสดงว่าเป็นผิวผสม
    • หากไม่มีความมันส่วนเกินและไม่รู้สึกแห้งตึง ถือว่ามีผิวธรรมดา

เช็กผิวรอบดวงตา ทำอย่างไร

  • สังเกตรอยคล้ำใต้ตา ว่ามีลักษณะคล้ำจากเส้นเลือด (สีออกม่วงแดง) หรือจากเม็ดสี (สีออกน้ำตาลคล้ำ)
  • สังเกตริ้วรอยเล็กๆ (Fine lines) บริเวณหางตาหรือใต้ตาเวลาที่แสดงสีหน้าหรือยิ้ม
  • เช็กความยืดหยุ่นของผิว หากรู้สึกว่าผิวใต้ตาเริ่มบางลงหรือมีรอยพับที่เห็นได้ชัด แสดงว่าผิวเริ่มสูญเสียคอลลาเจน
  • สังเกตความบวมหรือความหย่อนคล้อยบริเวณถุงใต้ตาเมื่อมองหน้าตรง

 

ปัญหาผิวหน้าที่พบบ่อยตามสภาพผิว

 

ปัญหาผิวหน้าที่พบบ่อยตามสภาพผิว

  • ผิวมัน รูขุมขนกว้าง สิวอุดตัน สิวอักเสบ และมีน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าระหว่างวัน
  • ผิวแห้ง เกิดริ้วรอยก่อนวัย ผิวหยาบกร้าน ลอกเป็นขุย ขาดความเงางาม และแต่งหน้าไม่ติด
  • ผิวผสม มีสิวเสี้ยนหรือสิวอุดตันบริเวณจมูก รูขุมขนกว้างช่วงทีโซน แต่มีอาการผิวแห้งลอกบริเวณแก้ม
  • ผิวบอบบางแพ้ง่าย ผิวแดง เกิดผื่นคันได้ง่าย ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและส่วนผสมในเครื่องสำอาง

ปัญหาเฉพาะผิวรอบดวงตา มีอะไรบ้าง

  • รอยตีนกาและริ้วรอยรอบดวงตา ซึ่งเกิดจากการแสดงสีหน้าและการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนตามวัย
  • รอยคล้ำใต้ตา (Dark Circles) จากกรรมพันธุ์ ภูมิแพ้ หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ถุงใต้ตา (Eye Bags) จากการสะสมของไขมัน ภาวะคั่งน้ำ หรือความหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อ
  • ร่องลึกใต้ตา (Tear Troughs) เกิดจากการยุบตัวของกระดูกและไขมันใต้ชั้นผิวเมื่ออายุมากขึ้น

เลือกหัตถการให้ตรงกับปัญหาผิว ควรดูที่อะไรบ้าง

หัตถการดูแลผิวหน้า

การแก้ปัญหาผิวหน้าควรเลือกเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์กับปัญหาเฉพาะจุด เช่น

  • PicoPlus เทคโนโลยีเลเซอร์ที่ช่วยจัดการปัญหาเม็ดสี ฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยดำจากสิว และช่วยกระชับรูขุมขนให้ผิวดูเรียบเนียน
  • Super Aura โปรแกรมฟื้นบำรุงผิวที่ช่วยเติมความชุ่มชื้น พร้อมปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอและกระจ่างใสขึ้น

หัตถการดูแลผิวรอบตา

Lovely Eye Reborn Program (Thermage Eye) นวัตกรรมคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) ที่ออกแบบมาสำหรับโครงสร้างรอบดวงตาโดยเฉพาะ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ยกกระชับผิวรอบดวงตาที่หย่อนคล้อย และลดริ้วรอยโดยไม่ต้องผ่าตัด

ทำไมต้องประเมินสภาพผิวโดยแพทย์ก่อนทำหัตถการ

สภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน การวิเคราะห์ชั้นผิวอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้ชำนาญการที่ Lovely Eye & Skin Clinic จะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุของปัญหาผิวและโครงสร้างรอบดวงตา เพื่อให้แพทย์สามารถออกแบบและจัดโปรแกรมการรักษาที่ปลอดภัย ตรงจุด และให้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์กับสภาพผิวของแต่ละคน

เคล็ดลับการดูแลผิวแบบธรรมชาติ มีอะไรบ้าง

  • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิว
  • พักผ่อนให้เป็นเวลาและนอนหลับให้สนิท เพื่อให้ร่างกายหลั่ง Growth Hormone ออกมาซ่อมแซมผิว
  • รับประทานอาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี เพื่อชะลอความเสื่อมของเซลล์
  • ปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยวิธีทางกายภาพ เช่น กางร่ม ใส่หมวก ควบคู่กับการทาครีมกันแดดเป็นประจำ

สรุป

การดูแลผิวพรรณให้ดูสุขภาพดี สามารถเริ่มต้นจากการรู้จักสภาพผิวของตัวเอง เพราะผิวหน้าของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แบ่งออกเป็นผิวธรรมดา ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม และผิวบอบบางแพ้ง่าย การรู้วิธีเช็กผิวหน้าตัวเองจะช่วยให้สามารถเลือกสกินแคร์และหัตถการได้อย่างตรงจุด ลดปัญหาผิวที่อาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ผิดประเภท นอกจากนี้ บริเวณรอบดวงตายังเป็นจุดที่ต้องดูแลเป็นพิเศษเพราะไม่มีต่อมไขมันและมีการขยับกล้ามเนื้ออยู่ตลอดเวลา จึงเกิดริ้วรอยได้ง่าย 

ดังนั้น การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผิวหน้าและผิวรอบตา พร้อมกับดูแลผิวแบบธรรมชาติด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ และปกป้องผิวจากแสงแดด จึงเป็นเคล็ดลับสำคัญในการรักษาความสดใสให้อยู่กับผิวไปนานๆ 

หากต้องการการดูแลที่เหมาะสมกับผิวของเราโดยแพทย์ชำนาญการ สามารถปรึกษาและรับการประเมินผิวหน้าได้ที่ Lovely Eye & Skin Clinic ได้เลย! เพราะที่นี่ดำเนินงานโดยแพทย์ผู้ให้บริการด้านการดูแลผิวพรรณและปรับรูปหน้า ที่มีประสบการณ์ ตั้งแต่การวิเคราะห์งานผิว โครงสร้างใบหน้า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจ ผิวแข็งแรงขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประเภทผิวหน้าและการดูแลผิวรอบตา (FAQ)

ทำ Thermage Eye (Lovely Eye Reborn Program) เจ็บไหม และต้องพักฟื้นไหม?

ระหว่างทำอาจรู้สึกอุ่นลึกๆ บริเวณผิวรอบดวงตา แต่ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด เนื่องจากตัวเครื่องมีระบบปล่อยความเย็นเคลือบผิวชั้นบนเป็นระยะเพื่อความรู้สึกสบายผิว หลังทำเสร็จสามารถใช้ชีวิตประจำวันและแต่งหน้าได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น อาจมีเพียงอาการแดงเรื่อๆ เล็กน้อย ซึ่งจะค่อยๆ จางหายไปเองภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ผลลัพธ์จากการทำ Thermage Eye (Lovely Eye Reborn Program) อยู่ได้นานแค่ไหน?

หลังทำจะเริ่มสังเกตเห็นว่าผิวรอบดวงตาดูตึงกระชับขึ้นประมาณ 10% และผลลัพธ์จะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนในช่วง 2-6 เดือนหลังทำ เนื่องจากเส้นใยคอลลาเจนใต้ชั้นผิวถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นใหม่อย่างเต็มที่และเรียงตัวเรียบเนียนขึ้น โดยผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิม การใช้ชีวิตประจำวัน และอายุของแต่ละบุคคล ซึ่งจะนิยมทำเพียงปีละ 1 ครั้ง

หากมีปัญหารอยสิว ผิวหมองคล้ำ และริ้วรอยรอบตา สามารถทำ PicoPlus ร่วมกับ Thermage Eye ได้ไหม?

สามารถทำเป็นแผนดูแลเดียวกันได้ แต่ควรเว้นระยะประมาณ 1-2 สัปดาห์สำหรับเคสบริเวณรอบดวงตาหรือพื้นที่ทับซ้อนกัน แต่ในเคสที่ต้องใช้พลังงานมาก ควรเว้นระยะประมาณ 2-4 สัปดาห์หรือจนกว่าผิวจะฟื้นตัว (ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส โหมด และระดับพลังงานที่ใช้) 

เนื่องจากทั้งสองเทคโนโลยีทำงานในระดับชั้นผิวที่แตกต่างกัน PicoPlus จะเน้นปล่อยพลังงานแสงไปสลายเม็ดสีเพื่อลดรอยดำ รอยแดง และปรับผิวกระจ่างใส ในขณะที่ Thermage Eye จะใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงลงลึกไปกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อยกกระชับผิวรอบดวงตา 

การทำร่วมกันจึงช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าและผิวรอบตาได้อย่างครอบคลุม อย่างไรก็ตาม ควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดก่อนเสมอเพื่อวางแผนลำดับการทำหัตถการให้ปลอดภัยและเกิดประสิทธิภาพ

 

หมอรวงข้าว

ข้อมูลโดยหมอรวงข้าว Lovely Eye พญ. ณัฐฐามณี สิริภคพันธ์ ว.35780
ผู้พัฒนาเทคนิคศัลยกรรมตาหมอรวงข้าว ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2553 ผู้ร่วมก่อตั้ง เลิฟลี่อายแอนด์สกิน คลินิก ปี พ.ศ. 2557 และดูแลมาตรฐาน Lovely Specialist ของ Lovely Eye & Skin Clinic