fbpx ภูมิแพ้ขึ้นตา คันตา ตาบวม อันตรายกว่าที่คุณคิด พร้อมแนะนำวิธีรักษา

ภูมิแพ้ขึ้นตา คันตา ตาบวม อันตรายกว่าที่คุณคิด พร้อมแนะนำวิธีรักษา

โรคภูมิแพ้ขึ้นตา

             ภูมิแพ้ เป็นอาการที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาไวผิดปกติต่อสิ่งแปลกปลอม หรือเรียกว่าสารก่อภูมิแพ้ เช่น ขนสัตว์ ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา สารเคมี อาหาร เป็นต้น ที่เข้าสู่ร่างกาย สำหรับภูมิแพ้ตา เป็นอาการภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย เมื่อเกิดอาการจะทำให้รู้สึกคัน ระคายเคืองตา หรือขอบตา จนต้องขยี้ตา แสบตา ตาขาวเป็นสีแดงเรื่อ เปลือกตาบวม ตาแฉะ มีน้ำตาไหล ตาไวต่อการรับแสง บางเคสจะมีสีผิวรอบดวงตาที่คล้ำผิดปกติ ซึ่งโรคนี้อาจไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้สามารถดูแลรักษาตัวเอง ไม่ให้ภูมิแพ้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้

รู้จักกับโรคภูมิแพ้ขึ้นตา คือ 

โรคภูมิแพ้ขึ้นตา คือ อาการที่เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ เช่น ฝุ่นละออง หรือสารเคมี ทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุรอบดวงตา ซึ่งอาจทำให้ตาแดง, คัน, แสบ หรือมีน้ำตาไหลมากกว่าปกติ อาการเหล่านี้อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายและมีผลกระทบต่อการมองเห็นได้ในบางกรณี โดยมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีสารกระตุ้นการแพ้มาก เช่น ในฤดูกาลที่มีฝุ่นหรือเกสรดอกไม้จำนวนมาก

สาเหตุที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ตา

  • พันธุกรรม

              โรคภูมิแพ้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ถ้ามีพ่อแม่ หรือคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ เด็กที่เกิดมาจะมีแนวโน้มเป็นภูมิแพ้มากกว่าเด็กที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อม จะเป็นตัวกระตุ้นภูมิแพ้ในร่างกายให้กำเริบขึ้น

  • สิ่งแวดล้อม

             ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัส สูดดม หรือรับประทาน ล้วนกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ หรือทำให้อาการภูมิแพ้หนักขึ้นได้ เช่น การสัมผัสกับมลภาวะตามท้องถนน ทำงานอยู่ในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท แพ้ขนสุนัขหรือแมว แพ้กลิ่นบุหรี่ แพ้อาหารทะเล นม หรือโปรตีนบางชนิด เป็นต้น

  • อากาศ

             คนเป็นโรคภูมิแพ้ มีแนวโน้มที่จะตอบสนองไวกว่าปกติต่อสภาพอากาศ เช่น อากาศเย็น อากาศร้อน หรือตอนที่ฝนตก แต่บางครั้งอากาศอาจไม่ใช่สิ่งกระตุ้นโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในอากาศที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เชื้อรา หรือเกสรดอกไม้ที่ลอยอยู่ในอากาศ เมื่อเกิดอาการแพ้ อาจทำให้รู้สึกระคายเคืองตา คันตายุบยิบจนต้องขยี้ตา แสบตา น้ำตาไหล เป็นต้น

  • คอนแทคเลนส์

             คนที่ใส่คอนแทคเลนส์ อาจมีอาการระคายเคืองจากคอนแทคเลนส์ หรืออาจทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ไม่ถูกวิธี หรือแพ้สารเคมีในน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ได้ ซึ่งการใช้คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดอาการเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ คนที่เป็นภูมิแพ้ตา จะรู้สึกไม่สบายตาเมื่อใส่คอนแทคเลนส์ จะรู้สึกคันตา น้ำตาไหล เปลือกตาบวมแดง เยื่อบุตาขาวบวมแดง พบตุ่มแดงเม็ดเล็กๆ จำนวนมากบริเวณเยื่อบุตา หากมีอาการหนักมาก อาจมีอาการแพ้แสง จนลืมตาไม่ขึ้น รู้สึกแสบตาและระคายเคืองตาตลอดเวลา

  • เครื่องสำอาง

             การใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา เช่น อายแชโดว์ อายไลเนอร์ มาสคาร่า หรือแม้แต่ขนตาปลอมและกาวติดขนตา โดยเฉพาะถ้าหากใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือปนเปื้อนสารโลหะหนัก อย่างสารตะกั่ว หรือสารปรอท หรือการใช้เครื่องสำอางที่มีเชื้อโรคปลอมปน หากเครื่องสำอางหลุดเข้าไปในบริเวณดวงตา อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ตาอักเสบและภูมิแพ้ตาได้

 

อาการภูมิแพ้ขึ้นตา 

อาการภูมิแพ้ที่ขึ้นตาเป็นปัญหาที่เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ เมื่อร่างกายรู้สึกว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในตา จึงเกิดการระคายเคืองและอาจส่งผลให้เยื่อบุตาอักเสบ ส่งผลให้รู้สึกเจ็บและกระทบต่อการมองเห็นได้ โดยอาการภูมิแพ้ที่ขึ้นตาเบื้องต้นมีดังนี้

  • ตาแดงและบวมจากการอักเสบ
  • คันตาหรือรู้สึกระคายเคืองที่บริเวณดวงตา
  • น้ำตาไหลมากผิดปกติ
  • ตาพร่ามัวหรือการมองเห็นไม่ชัดเจน
  • ตาแห้งหรือรู้สึกไม่สบาย
  • เยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งอาจทำให้ตาเจ็บหรือระคายเคืองมากขึ้น

ภูมิแพ้ตา นำไปสู่โรคใดได้บ้าง

  • เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้

          ภาวะเยื่อบุตาอักเสบที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจเกิดจากภูมิแพ้ หรือการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย อาการของโรคจะเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อที่บริเวณด้านในของเปลือกตาบน ล่าง หรือเยื่อบุตาขาว ทำให้เกิดอาการคันตา ตาแดง มีขี้ตา น้ำตาไหล ตาสู้แสงไม่ได้ เปลือกตาบวม เกิดอาการเจ็บหรือระคายเคืองตาเหมือนมีผงอยู่ในตา จุดสังเกตของโรคคือ ตาจะแดงมากบริเวณร่องตา และค่อยๆ จางลง ตรงบริเวณรอยต่อระหว่างตาขาวและตาดำ และเยื่อตาจะบวมหนากว่าปกติ

การดูแลรักษาเบื้องต้น :

  1. ไม่ควรขยี้ตา

  2. เลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ (กรณีเป็นเยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อไว้รัส)

  3. หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลม ฝุ่นละออง

  4. ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ

  5. หากเป็นรุนแรง หรือเป็นๆ หายๆ ควรรับการตรวจจากแพทย์

  • ตาแห้ง

          ภาวะตาแห้ง เกิดได้จากการที่มีปริมาณน้ำตาไปหล่อเลี้ยงดวงตาไม่เพียงพอ จะทำให้รู้สึกระคายเคืองตา แสบตา รู้สึกเหมือนมีฝุ่นอยู่ในตาตลอดเวลา น้ำตาไหล ตาพร่ามัว มีขี้ตาเป็นเมือก มีอาการปวดตาและปวดหัวร่วมด้วย

การดูแลรักษาเบื้องต้น :

  1. หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน

  2. ถ้าต้องใช้สายตานานๆ ควรพักสายตาทุก 30 - 60 นาที

  3. พยายามกระพริบตาบ่อยๆ

  4. หยอดน้ำตาเทียม เพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา

  5. รับประทานอาหารบำรุงสายตาเป็นประจำ

ตาแดง VS ภูมิแพ้ขึ้นตาเหมือนกันไหม 

ตาแดงและภูมิแพ้ขึ้นตาเป็นอาการที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่มีสาเหตุและลักษณะอาการที่แตกต่างกัน ตาแดงสามารถเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อ การระคายเคืองจากสิ่งแปลกปลอม หรือการใช้สายตานานๆ ในขณะที่ภูมิแพ้ขึ้นตามักเกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นหรือเกสรดอกไม้ โดยความแตกต่างหลักๆ คือ ตาแดงอาจมีอาการตาเบลอ หรือการมองเห็นไม่ชัดเจนร่วมด้วย ขณะที่ภูมิแพ้ขึ้นตาจะทำให้คันตา และน้ำตาไหลเป็นหลัก 

การตรวจวินิฉัยอาการภูมิแพ้ขึ้นตา

การตรวจวินิจฉัยอาการภูมิแพ้ขึ้นตาสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถระบุสาเหตุและกำหนดการรักษาที่เหมาะสมได้ โดยขั้นตอนที่ใช้ในการตรวจมีดังนี้

  • ซักถามประวัติทางการแพทย์ : แพทย์จะสอบถามประวัติการเกิดอาการภูมิแพ้ รวมถึงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น ฝุ่นละออง หรือเกสรดอกไม้ รวมถึงอาการที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้
  • การใช้เครื่องออพธัลโมสโคป (Ophthalmoscope) : แพทย์อาจใช้เครื่องออพธัลโมสโคปเพื่อตรวจดูสภาพภายในตา เช่น การตรวจการอักเสบในเยื่อบุตาหรือการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดในตา ซึ่งสามารถช่วยในการวินิจฉัยอาการภูมิแพ้หรือปัญหาตาที่เกี่ยวข้องได้
  • การขูดเยื่อบุตา (Conjunctival Scraping) : ในบางกรณีที่จำเป็น แพทย์อาจทำการขูดเยื่อบุตาเพื่อเก็บเซลล์จากเยื่อบุตาเพื่อนำไปตรวจหาสารภูมิแพ้หรือการติดเชื้อ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ะหาสาเหตุของการอักเสบที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
  • การทดสอบเลือด : หากผลจากการทดสอบผิวหนังไม่ชัดเจน แพทย์อาจแนะนำการตรวจเลือดเพื่อหาภูมิแพ้จากสารที่เป็นสาเหตุ โดยการตรวจหาปริมาณของอิมมูโนโกลบูลิน E (IgE) ซึ่งจะเพิ่มขึ้นในผู้ที่มีอาการภูมิแพ้

วิธีรักษาโรคภูมิแพ้ขึ้นตา 

โรคภูมิแพ้ขึ้นตามีวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องรักษากับแพทย์อย่างถูกวิธี แต่มีวิธีบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ดังนี้

  • การใช้ยาหยอดตา : ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสารต้านฮีสตามีนหรือคอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการอักเสบและคันตา
  • การใช้ยาต้านฮีสตามีน : ยาต้านฮีสตามีนชนิดรับประทานสามารถช่วยลดอาการคันและน้ำตาไหล
  • การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ : การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่นละอองหรือเกสรดอกไม้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นตา
  • การใช้แว่นกันแดด : การสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันไม่ให้ตาสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้จากภายนอก
  • การประคบเย็น : การประคบเย็นที่ตาสามารถช่วยบรรเทาอาการบวมและระคายเคืองได้

 

 

โรคภูมิแพ้ขึ้นตา

วิธีการดูแลดวงตาและป้องกันโรคภูมิแพ้ขึ้นตา

  1. พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัส รับประทาน หรือสูดดม สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ที่ดวงตา เช่น ขนสัตว์ ไรฝุ่น แมลงสาบ สารเคมี อาหารที่แพ้ เป็นต้น

  2. หลีกเลี่ยงการปูพรมภายในบ้าน เพราะพรมถือเป็นวัสดุกักเก็บฝุ่น รวมถึงสารก่อภูมิแพ้ชั้นดี

  3. เปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนบ่อยๆ เพื่อลดไรฝุ่น

  4. ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ต่อเนื่องเป็นเวลานานข้ามคืน

  5. ใช้น้ำตาเทียมช่วยเจือจางสารก่อภูมิแพ้ได้

  6. ไม่ขยี้ตา เพื่อป้องกันไม่ให้การอักเสบของดวงตารุนแรงขึ้น

  7. ประคบเย็น ช่วยลดอาการบวมบริเวณเปลือกตา

  8. แว่นกันลม ที่ปิดทั้งด้านหน้าและด้านข้าง จะช่วยป้องกันดวงตาจากสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศได้

  9. หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

คำถามที่พบบ่อย 

1. ภูมิแพ้ขึ้นตารักษากี่วันหาย ?
อาการภูมิแพ้ขึ้นตาจะดีขึ้นภายใน 1-2 วันหลังจากเริ่มรักษา หากใช้ยาหยอดตาหรือยาต้านฮีสตามีน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ แต่หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการที่รุนแรงขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินการรักษาต่อไป

2. ภูมิแพ้ขึ้นตา อันตรายไหม ?
ภูมิแพ้ขึ้นตาโดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดการอักเสบหรือการติดเชื้อที่เยื่อบุตา หรือมีผลต่อการมองเห็นได้ ดังนั้นจึงควรได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

3. รักษาภูมิแพ้ขึ้นตาด้วยยาหยอดตาได้ไหม ?
การใช้ยาหยอดตาที่มีสารต้านฮีสตามีนหรือคอร์ติโคสเตียรอยด์สามารถช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ขึ้นตาได้ โดยสามารถลดการอักเสบและคันตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์

4. ภูมิแพ้ขึ้นตา กินยาแก้แพ้ได้ไหม ?
การทานยาแก้แพ้สามารถช่วยลดอาการคัน น้ำตาไหล และอาการระคายเคืองที่เกิดจากภูมิแพ้ได้ โดยเฉพาะยาแก้แพ้ที่เป็นชนิดรับประทาน อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาวิธีการรักษาเพิ่มเติมหากไม่ดีขึ้น

สรุป 

ภูมิแพ้ขึ้นตาเป็นอาการที่เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ หรือสารเคมีในอากาศ ทำให้เกิดการอักเสบและระคายเคืองที่เยื่อบุตา มักพบอาการตาแดง คันตา น้ำตาไหล และอาจมีอาการตาพร่ามัวร่วมด้วย ภูมิแพ้ขึ้นตามักไม่รุนแรงจนถึงขั้นอันตราย แต่หากไม่รักษาอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้นั่นเอง

 

อ้างอิง 

Allergic Conjunctivitis. (2024, July 8). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/allergic-conjunctivitis  

Allergic Conjunctivitis. (2024, February). ASCIA. https://www.allergy.org.au/patients/allergic-rhinitis-hay-fever-and-sinu...

Karaku, S. (n.d.). Allergic Conjunctivitis. Johns Hopkins Medicine. https://www.hopkinsmedicine.org/health/conditions-and-diseases/allergic-...