
เปลือกตาตก ตาปรือ หรือที่เราเรียกว่า กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงนั้น อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความหย่อนยานของกล้ามเนื้อตาตามวัย การใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ หรือกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิด เป็นภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ยังมีอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่ไม่ควรมองข้าม มีชื่อว่า myasthenia gravis คือ โรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง MG (myasthenia gravis) ที่ส่งผลให้คนไข้มีอาการเปลือกตาตก ตาปรือได้เช่นเดียวกับภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงชนิดอื่น แต่มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน สำหรับคนที่มีอาการตาปรือ เปลือกตาตก แล้วสงสัยว่าตนเองจะเป็นโรค MG หรือไม่ ลองมารู้จักโรค MG ว่า myasthenia gravis คืออะไร ให้มากขึ้นกัน
|
Table of Contents |
โรค MG (Myasthenia gravis) คืออะไร?
Myasthenia Gravis คือ เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เนื่องจากร่างกายสร้างแอนติบอดี้บางชนิดขึ้นมายับยั้งหรือทำลายโปรตีน ที่มีบทบาทสำคัญในการรับสารอะซีทิลคอลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่อยู่บริเวณรอยต่อเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อไม่สามารถรับสัญญาณจากเส้นประสาทได้ จะก่อให้เกิดอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้ลดลง โรค MG นี้ มักพบในเพศหญิง อายุ 20-40 ปี และเพศชาย อายุ 50 ปีขึ้นไป

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง MG มีสาเหตุจากอะไร
-
ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
เนื่องจากร่างกายสร้างแอนติบอดี้บางชนิดขึ้นมายับยั้งหรือทำลายโปรตีน ที่มีบทบาทสำคัญในการรับสารอะซีทิลคอลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่อยู่บริเวณรอยต่อเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อไม่สามารถรับสัญญาณจากเส้นประสาทได้ จะก่อให้เกิดอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้ลดลง
-
ต่อมไทมัสโตผิดปกติ
โดยปกติแล้ว ต่อมไทมัสจะมีขนาดใหญ่ในช่วงวัยเด็ก และจะมีขนาดเล็กลงเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง จะมีต่อมไทมัสที่ใหญ่เกินปกติ ส่งผลให้ร่างกายผลิตสารแอนติบอดี้ต่อโปรตีนที่รับสารอะซีทิลคอลีนในปริมาณมาก จึงส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ
-
พันธุกรรม
แม้ว่าส่วนใหญ่สาเหตุของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง MG จะเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายก็ตาม แต่ก็พบว่ามีผู้ป่วยโรค MG บางส่วนที่มีญาติพี่น้องเป็นโรค MG เช่นกัน
อาการที่พบบ่อยของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง MG
- เปลือกตาตก ลืมตาลำบาก
- ตาดูไม่เท่ากัน (กรณีเปลือกตาตกเพียงข้างเดียว)
- เห็นภาพซ้อน กลอกตาไม่ได้ ตาเหล่ผิดไปจากปกติ
- หลับตาไม่สนิท โฟกัสภาพลำบาก ตาพร่ามัว หากได้พักแล้วจะดีขึ้น
- กล้ามเนื้อแขนไม่มีแรง กำมือข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ ทำให้แขนลีบลง
- รู้สึกปวดกล้ามเนื้อแขน หรือไหล่ อาจทำให้เกิดการกระตุก
- ลิ้นเกร็งแข็ง กลืนลำบาก สำลักง่าย หากมีอาการหนัก อาจไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้
- หายใจไม่สะดวก เพราะไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกระบังลมได้
การวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง MG
-
การนอนหลับพัก (Sleep Test)
ถ่ายรูปเปรียบเทียบ ระหว่างก่อนนอน หลังนอนพักผ่อนประมาณ 1 ชั่วโมง และหลังทำกิจกรรมตามปกติสักพักหนึ่ง โดยสังเกตการลืมตา หากก่อนนอน หนังตาตก ลืมตาลำบาก แต่เมื่อนอนพักผ่อนแล้ว ลืมตาได้ดีขึ้น ดวงตากลับมาดูสดใส แต่เมื่อทำกิจกรรมไปสักพักแล้วดวงตากลับมาหรี่ลง หนังตาตก ก็อาจเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง MG ได้
-
การประคบน้ำแข็ง (Ice Test)
วางน้ำแข็งไว้บนเปลือกตาขณะหลับตา ประมาณ 2 นาที และวัดความกว้างของดวงตา หากความกว้างของดวงตาก่อนวางน้ำแข็ง ต่างกับหลังวางน้ำแข็งบนเปลือกตา เกิน 2 มิลลิเมตร อาจเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง MG
-
ตรวจที่โรงพยาบาล
การตรวจโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง MG อาจมีการตรวจหาไทรอยด์ ตรวจภูมิคุ้มกัน ตรวจกระแสไฟฟ้ากล้ามเนื้อ หรือตรวจหาเนื้องอกต่อมไทมัส ฯลฯ
โรค MG ต่างจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอย่างไร
ลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คือ ผู้ป่วยโรค MG จะมีอาการเปลือกตาตกไม่คงที่ในระหว่างวัน ตื่นนอนตอนเช้า มีอาการไม่มาก ตกบ่าย หรือเย็นๆ หลังเลิกงาน อาการเป็นมากขึ้น ถ้าได้พักการใช้งาน เช่น หลับตาสักพัก อาการจะดีขึ้น นอกจากนี้อาจมีภาวะกล้ามเนื้อควบคุมการกลอกตาอ่อนแรงร่วมด้วย ทำให้เห็นภาพซ้อน ตาเบลอไม่โฟกัส หรือ ตาเหล่ ตาเขได้
วิธีและแนวทางรักษาโรค Myasthenia Gravis
Myasthenia Gravis คือโรคที่เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผลิตแอนติบอดีที่ทำลายตัวรับสารสื่อประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการหายใจ ซึ่งแนวทางการรักษา Myasthenia Gravis ที่ใช้กันในปัจจุบัน ได้แก่
- การใช้ยา Cholinesterase inhibitors : ยาที่ช่วยเพิ่มการสื่อสารระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น Pyridostigmine เพื่อบรรเทาอาการอ่อนแรง
- ยากดภูมิคุ้มกัน : ใช้ยาที่ลดการทำลายตัวรับสารสื่อประสาท เช่น Corticosteroids หรือ Immunosuppressants เพื่อควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
- Plasmapheresis และ Intravenous Immunoglobulin (IVIG) : การกรองเลือดหรือการให้ภูมิคุ้มกันชนิดพิเศษเพื่อกำจัดแอนติบอดีที่ทำลายกล้ามเนื้อในกรณีที่อาการรุนแรง
- การผ่าตัดเอาต่อมไธมัสออก : หากโรคเกิดจากความผิดปกติในต่อมไธมัส การผ่าตัดเอาต่อมออกอาจช่วยทำให้อาการดีขึ้น
วิธีปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรค Myasthenia Gravis
โรค Myasthenia Gravis คือ โรคที่ส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อโดยทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหว เช่น การหายใจ การกลืน หรือการพูด ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมเพื่อบรรเทาอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิต โดยวิธีปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรค Myasthenia Gravis มีดังนี้
- หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่หนักเกินไป : ควรพักผ่อนเพียงพอและหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าหรือเหนื่อยเกินไป
- แบ่งเวลาพักให้เหมาะสม : การพักระหว่างการทำกิจกรรมสามารถช่วยลดอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อได้
- ควบคุมการรับประทานยาอย่างเคร่งครัด : ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการรับประทานยาเพื่อควบคุมอาการและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
- หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ : ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการติดเชื้อหรือไข้หวัดใหญ่ที่อาจทำให้อาการแย่ลง เช่น การล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อ

โรค MG อันตรายหรือไม่
อันตรายของMyasthenia Gravis คือในบางรายอาจมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั้งร่างกายได้ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีแรก ทำให้มีอาการแขนขาอ่อนแรง กลืนลำบาก เสียงแหบ ซึ่งหากมีอาการในส่วนของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการหายใจอ่อนแรงร่วมด้วย อาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
หากเป็นโรค MG ควรรักษาอย่างไร
หลักการรักษาของโMyasthenia Gravis คือการให้ยารับประทาน เพื่อกดภูมิคุ้มกัน ไม่ให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ตัวที่ก่อปัญหาขึ้นมา ร่วมกับให้ยาเพิ่มกำลังการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่ออาการดีขึ้น แพทย์จะค่อยๆ ปรับลดขนาดยาให้เหมาะสม ในบางรายที่มีอาการรุนแรงจะพิจารณาผ่าตัดต่อมไทมัสร่วมด้วย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรค Myasthenia Gravis
1. มียาที่ห้ามใช้สำหรับผู้ป่วยโรค Myasthenia Gravis หรือไม่
ยาที่ผู้ป่วยที่เป็น Myasthenia Gravis ควรเลี่ยงคือยาบางประเภทที่อาจทำให้อาการแย่ลง เช่น ยากลุ่ม Antibiotics (เช่น Gentamicin, Streptomycin) และ ยากลุ่ม Beta-blockers ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหรือระบบประสาท อีกทั้งยังควรระวังการใช้ยากลุ่ม Antiarrhythmics และ Muscle relaxants ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อนั่นเอง
2. โรค MG สามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม
โรค Myasthenia Gravis (MG) คือโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ผ่านการรักษา ซึ่งรวมถึงการใช้ยาเช่น Cholinesterase inhibitors ที่ช่วยเพิ่มการสื่อสารระหว่างประสาทและกล้ามเนื้อ การใช้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อลดการทำลายของระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงการทำ Plasmapheresis หรือ Intravenous Immunoglobulin (IVIG) ในกรณีที่อาการรุนแรง
นอกจากนี้ การผ่าตัดเอาต่อมไธมัสออกอาจช่วยทำให้อาการดีขึ้นในบางกรณี แต่แม้ว่าอาการจะได้รับการบรรเทาแต่ผู้ป่วยยังต้องการการดูแลและการรักษาอย่างต่อเนื่องร่วมด้วย
สรุป
โรค Myasthenia Gravis หรือ MG คือโรคทางระบบประสาทที่เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างแอนติบอดีที่ทำลายตัวรับสารสื่อประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ การกลืน หรือการเคลื่อนไหว
การรักษาโรค MG มุ่งเน้นไปที่การควบคุมอาการผ่านการใช้ยา เช่น Cholinesterase inhibitors, การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน และการทำ Plasmapheresis หรือ IVIG ในกรณีที่อาการรุนแรง นอกจากนี้บางกรณีอาจจำเป็นต้องผ่าตัดเอาต่อมไธมัสออกเพื่อปรับปรุงอาการ แม้ว่าโรคจะไม่สามารถหายขาดได้ แต่สามารถควบคุมและช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ดีขึ้นได้
อ้างอิง
Myasthenia gravis. (2023, 13 September). NHS. https://www.nhs.uk/conditions/myasthenia-gravis/#:~:text=Myasthenia%20gr...
Myasthenia Gravis (MG). (2023, October 11). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/17252-myasthenia-gravis-mg
Myasthenia Gravis. (2024, July 19). NIH. https://www.ninds.nih.gov/health-information/disorders/myasthenia-gravis

ข้อมูลโดย นพ. อัครวิชญ์ เอี่ยมสำอางค์ (คุณหมอโค้ก)
จักษุแพทย์ ผู้ชำนาญด้านประสาทจักษุ แพทย์ Lovely Specialist ของ Lovely Eye & Skin Clinic

